2026-06-03
หรือว่าฉันก็ขาดวิตามินดีด้วย?
วิตามินดีมีความสำคัญต่อสุขภาพกระดูก ภูมิคุ้มกัน และอารมณ์ การขาดวิตามินดีเป็นเรื่องปกติในคนยุคใหม่ บทความนี้จะอธิบายถึงความสำคัญของวิตามินดี ผลกระทบของการขาดวิตามินดี และวิธีการจัดการในชีวิตประจำวัน

ร่างกายของเราส่งสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่ละเอียดอ่อนทุกวัน แต่กว่าครึ่งหนึ่งของสัญญาณเหล่านั้นมักถูกละเลยได้ง่าย เมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยล้าบ่อยๆ กล้ามเนื้อปวดเมื่อยอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นหวัดบ่อยๆ คุณอาจคิดว่าเป็นเพียงความเครียดหรือความเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิต แต่สาเหตุที่แท้จริงอาจเป็นการขาดวิตามินดี ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าทำไมวิตามินดีถึงสำคัญ การขาดวิตามินดีเป็นเรื่องปกติแค่ไหน ความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดวิตามินดี และวิธีการจัดการในชีวิตประจำวัน

ทำไมวิตามินดีถึงสำคัญ?

วิตามินดีเป็นสารที่ละลายในไขมันซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนในร่างกาย โดยจะถูกสร้างขึ้นที่ผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดด จากนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ที่ตับและไต วิตามินดีที่ออกฤทธิ์แล้วจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสในลำไส้ ซึ่งช่วยให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนี้ ตัวรับวิตามินดียังพบได้ในเนื้อเยื่อหลักเกือบทั้งหมดของร่างกาย เช่น เซลล์ภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และเซลล์สมอง วิตามินดียังช่วยรักษาสมดุลของภูมิคุ้มกัน ควบคุมการอักเสบ มีผลต่อความแข็งแรงและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ รวมถึงการทำงานของระบบประสาท เช่น อารมณ์และสมาธิ
คนยุคใหม่มีการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนังลดลงอย่างมาก เนื่องจากการทำกิจกรรมในร่มมากขึ้น การใช้ครีมกันแดด และปริมาณแสงแดดที่ลดลงตามฤดูกาล จากการศึกษาทางระบาดวิทยาในประเทศและต่างประเทศพบว่า ผู้ใหญ่กว่า 50% มีภาวะขาดวิตามินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากความสามารถในการสังเคราะห์ที่ผิวหนังและการทำงานของไตลดลง หากระดับวิตามินดีในเลือดต่ำลง อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกระดูกที่แย่ลง ความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สูงขึ้น และการทำงานของกล้ามเนื้อที่ลดลง ซึ่งจะค่อยๆ ปรากฏขึ้น ดังนั้นการดูแลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ วิตามินดีสามารถขาดได้ง่ายในสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ดังนั้นการตรวจวัดระดับวิตามินดีเป็นประจำและการวางแผนการเสริมวิตามินดีตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ผลกระทบของการขาดวิตามินดีต่อร่างกาย



วิตามินดีเป็นสารอาหารที่คนจำนวนมากขาดแคลนมากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ชีวิตในร่มเป็นหลัก ผู้ที่มีภาวะอ้วน และผู้ที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ มีความเสี่ยงสูงกว่า
ประเภท | ปัจจัยเสี่ยงของการขาด |
อายุ | ความสามารถในการสังเคราะห์ลดลงในผู้สูงอายุ |
พฤติกรรมการใช้ชีวิต | การใช้ชีวิตในร่มเป็นหลัก กิจกรรมกลางแจ้งน้อย |
ลักษณะทางกายภาพ | ภาวะอ้วน (มีผลต่อการเก็บสะสมในร่างกาย) |
การป้องกันผิว | การใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันรังสี UVB |
สิ่งแวดล้อม | หน้าต่างและกระจกในร่มที่ป้องกันรังสี UVB |
แล้วการขาดวิตามินดีจะเพิ่มความเสี่ยงอะไรบ้าง?
・ ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและกล้ามเนื้อ
วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการดูดซึมแคลเซียม หากความสามารถในการดึงแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH) จะถูกหลั่งออกมามากเกินไปเพื่อรักษาระดับแคลเซียมในเลือด นี่คือภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกินขั้นที่สอง หากเกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้แร่ธาตุออกจากกระดูก ความหนาแน่นของกระดูกลดลง และในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะกระดูกอ่อน มีการศึกษาที่รายงานว่าการทำงานของกล้ามเนื้อก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือปวดกล้ามเนื้อได้1
・ ภูมิคุ้มกันลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง
วิตามินดีทำหน้าที่เป็นสารส่งสัญญาณที่สำคัญในการควบคุมสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าการขาดวิตามินดีอาจเพิ่มความไวต่อโรคติดเชื้อ และยังมีความเชื่อมโยงกับความดันโลหิตสูง กลุ่มอาการเมตาบอลิก และโรคภูมิต้านตนเอง2
・ เพิ่มอัตราการเกิดโรคนอนไม่หลับและภาวะซึมเศร้า
วิตามินดีเป็นสารทางสรีรวิทยาที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการเผาผลาญ สุขภาพหลอดเลือด รวมถึงการนอนหลับและอารมณ์ การศึกษาในประเทศพบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำลงสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ใช้ในการหลับนานขึ้น และรูปแบบการนอนหลับที่ไม่สม่ำเสมอ3 นอกจากนี้ วิตามินดีที่ออกฤทธิ์ยังเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เซโรโทนินในสมอง ซึ่งมีการรายงานความเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้าหรืออารมณ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง4 การขาดวิตามินดีไม่ได้เป็นเพียงการขาดสารอาหารเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพทั่วร่างกาย เช่น การนอนไม่หลับ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความผิดปกติของการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ดังนั้นการดูแลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น
1. โรงพยาบาลอาซานโซล. 2025. โรคกระดูกพรุนที่มาเงียบๆ และคุกคามชีวิต. https://zrr.kr/iT3E8U
2. เมดิคอลทูเดย์. 2022. หากกังวลเรื่องภูมิคุ้มกันลดลง? ลองตรวจวิตามินดีดูสิ. https://mdtoday.co.kr/news/view/1065574979782488
3. คยองฮยังชินมุน. 2022. “หากขาดวิตามินดี คุณภาพการนอนหลับอาจลดลง”. คยองฮยังชินมุน. https://www.khan.co.kr/article/202208241145001
4. สปอร์ตคยองฮยัง. 2024. บทความข่าวเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างวิตามินดีกับภาวะซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวน. https://sports.khan.co.kr/article/202404301339003
วิธีเติมวิตามินดีในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า วิตามินดีเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการรักษาสุขภาพกระดูกและภูมิคุ้มกัน แต่คนยุคใหม่ส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งขาดวิตามินดีเนื่องจากใช้ชีวิตในร่มเป็นส่วนใหญ่และใช้ครีมกันแดดบ่อยครั้ง โชคดีที่วิตามินดีสามารถเสริมได้เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เรามาดูวิธีการกัน
วิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนังผ่านการสัมผัสแสงแดด การเดินหรือพักผ่อนกลางแดดประมาณ 10-20 นาที ในช่วงกลางวัน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยได้ อย่างไรก็ตาม ในฤดูหนาวที่มีแสงแดดน้อย หรือในวันที่เมฆมาก ปริมาณการสังเคราะห์จะลดลง ดังนั้นจึงควรใส่ใจกับการรับประทานอาหารด้วย ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ไข่แดง เห็ดที่ได้รับแสงแดด และนมหรือซีเรียลที่เสริมวิตามินดีเป็นตัวเลือกที่ดี แต่สำหรับคนยุคใหม่ที่มักรับประทานอาหารสำเร็จรูปและฟาสต์ฟู้ดบ่อยครั้ง การรับประทานอาหารตามปกติอาจไม่เพียงพอต่อปริมาณที่แนะนำ การรับประทานอาหารเสริมเพื่อเติมวิตามินดีที่ขาดไปก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินดี 3 มีอัตราการใช้ประโยชน์ในร่างกายสูง การรับประทานพร้อมอาหารจะช่วยในการดูดซึม สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการรับประทานมากเกินไป และควรตรวจสอบระดับวิตามินดีของตนเองผ่านการตรวจสุขภาพหรือการตรวจเลือดเพื่อปรับปริมาณให้เหมาะสม หากคุณใช้แสงแดด อาหาร และอาหารเสริมอย่างสมดุลในชีวิตประจำวัน คุณจะสามารถปรับปรุงภาวะขาดวิตามินดีได้อย่างเพียงพอ
ประเภท | วิธี | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
การสัมผัสแสงแดด | สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สัมผัสแสงแดด 10-20 นาที ในช่วงกลางวัน | การสังเคราะห์ที่เป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพที่สุด | ปริมาณการสังเคราะห์ลดลงในฤดูหนาวและวันที่เมฆมาก |
การรับประทานอาหาร | ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ไข่แดง เห็ด อาหารเสริม | สะสมได้ง่ายจากการรับประทานอาหาร | อาหารของคนเกาหลีมักไม่เพียงพอ |
การรับประทานอาหารเสริม | วิตามินดี 3 รับประทานพร้อมอาหาร | สามารถปรับปรุงระดับได้อย่างรวดเร็ว | ห้ามรับประทานเกินขนาด ต้องตรวจสอบระดับ |
วิตามินดีไม่ได้เป็นเพียงสารอาหารธรรมดา แต่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกายโดยรวม แม้ว่าคนยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตในร่มเป็นหลักจะขาดวิตามินดีได้ง่าย แต่หากคุณใช้แสงแดด การเลือกอาหาร และการปรับปริมาณอาหารเสริมทั้งสามอย่างนี้ให้ดี คุณก็จะสามารถรักษาระดับวิตามินดีที่ดีต่อสุขภาพได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบสภาพร่างกายของคุณเป็นประจำและเสริมวิตามินดีให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ เนื่องจากระดับวิตามินดีในเลือดอาจแตกต่างกันอย่างมากตามฤดูกาล ขอให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยการจัดการวิตามินดีอย่างสมดุล
- ดูข่าวสารจากช่อง Kakao ของ Chaum: https://pf.kakao.com/_dTXdj/108956485
- บทความต้นฉบับ: https://blog.naver.com/chaum_plc/222681757236
สอบถาม
Chaum Power Aging Clinic 02-3015-5300 | Health Life Center ชั้น 3 Chaum, Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Seoul

คำถามที่พบบ่อย
สาเหตุหลักของการขาดวิตามินดีคืออะไร?
สาเหตุหลักคือการใช้ชีวิตในร่มเป็นหลักและการใช้ครีมกันแดด ผู้คนในปัจจุบันมีโอกาสน้อยที่จะสังเคราะห์วิตามินดีในผิวหนังผ่านแสงแดด และความสามารถในการสังเคราะห์ที่ลดลงเนื่องจากอายุที่มากขึ้นหรือโรคอ้วนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการขาดวิตามินดีเช่นกัน
หากขาดวิตามินดี ร่างกายจะแสดงอาการอย่างไร?
กระดูกและกล้ามเนื้ออาจอ่อนแอลง และภูมิคุ้มกันอาจลดลง การดูดซึมแคลเซียมลดลงทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง และในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดภาวะกระดูกอ่อนหรือปวดกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้ ความเสี่ยงของความผิดปกติของการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า และโรคเรื้อรังก็อาจเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
ในชีวิตประจำวัน ควรเสริมวิตามินดีอย่างไร?
แนะนำให้รวมการสัมผัสแสงแดด การจัดการอาหาร และการรับประทานอาหารเสริม สัมผัสแสงแดด 10-20 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งในช่วงกลางวัน รับประทานอาหารเช่นปลาแซลมอน ไข่แดง และเห็ด และหากขาด ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามิน D3
เมื่อใดที่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินดีจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด?
การรับประทานพร้อมมื้ออาหารจะมีการดูดซึมสูงสุด เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารที่ละลายในไขมัน การรับประทานระหว่างมื้ออาหารหรือหลังอาหารสามารถเพิ่มการใช้ประโยชน์ในร่างกายได้ และแนะนำเป็นพิเศษสำหรับวิตามิน D3 ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ดี
จะตรวจสอบระดับวิตามินดีได้อย่างไร?
คุณสามารถตรวจสอบระดับที่ถูกต้องได้จากการตรวจเลือดที่โรงพยาบาล เนื่องจากความเข้มข้นในเลือดอาจแตกต่างกันไปตามฤดูกาลหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงปลอดภัยที่จะตรวจสอบสถานะของคุณผ่านการตรวจสุขภาพเป็นประจำและปรับปริมาณการเสริมให้เหมาะสม