차움 공식 네이버 블로그

2026-06-03

ท้องผูกและท้องเสียบ่อย สัญญาณอันตรายต่อสุขภาพลำไส้!

อาการท้องผูกและท้องเสียบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพลำไส้เสียสมดุล เรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพลำไส้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการขับถ่ายที่ดี

ท้องผูกและท้องเสียบ่อย สัญญาณอันตรายต่อสุขภาพลำไส้!

เรามักพบความไม่สะดวกสบายในชีวิตประจำวันจากการที่ระบบขับถ่ายทำงานไม่ราบรื่นอยู่บ่อยครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องผูกที่อุจจาระแข็งจนขับถ่ายลำบาก หรืออาการท้องเสียที่มีอุจจาระเหลวเป็นน้ำบ่อยๆ แม้จะดูเหมือนเป็นอาการธรรมดา

แต่สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าความสมดุลของสุขภาพลำไส้และสภาวะร่างกายของเรากำลังสั่นคลอน

ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยที่บ่นเรื่องความผิดปกติของลำไส้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน และการพักผ่อนไม่เพียงพอ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการขับถ่ายวันละครั้งคือเรื่องปกติ แต่หากขับถ่ายได้สะดวกและไม่มีปัญหา การขับถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้งต่อวัน ไปจนถึง

3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

แม้ลักษณะและความถี่ของการขับถ่ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงสาเหตุหลักของอาการท้องผูกและท้องเสีย พร้อมวิธีดูแลเพื่อรักษาความแข็งแรงของลำไส้กันครับ


ทำไมถึงท้องผูก?

ท้องผูกไม่ได้หมายถึงเพียงแค่จำนวนครั้งในการขับถ่ายที่น้อยลงเท่านั้น หากปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง นอกจากปัญหาการขับถ่ายแล้ว ยังส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียตามมา สมาคมโรคระบบทางเดินอาหารแห่งเกาหลีระบุว่า หากมีการขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือต้องออกแรงเบ่งมากเกินไป รู้สึกถ่ายไม่สุด หรืออุจจาระแข็ง ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน จะถือว่าเป็นอาการท้องผูก จากสถิติของสำนักงานตรวจสอบและประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (HIRA) พบว่าในปี 2022 มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการท้องผูกสูงถึงประมาณ 750,000 ราย ซึ่งถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนยุคใหม่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ความเครียด และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งส่งผลให้การทำงานของลำไส้ลดลง

ท้องผูกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ท้องผูกจากโรคทางกาย (Organic Constipation) และท้องผูกจากการทำงานผิดปกติ (Functional Constipation) ท้องผูกจากโรคทางกายหมายถึงท้องผูกที่มีสาเหตุทางกายวิภาคหรือพยาธิสภาพที่ชัดเจน เช่น เนื้องอกในลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตีบ โรคลำไส้อักเสบ หรือโรคทางระบบประสาท ส่วนท้องผูกจากการทำงานผิดปกติหมายถึงกรณีที่มีความผิดปกติในการควบคุมการขับถ่ายหรือการทำงานของลำไส้ แต่ไม่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ ท้องผูกจากการทำงานผิดปกติยังแบ่งย่อยได้เป็น ท้องผูกจากลำไส้เคลื่อนตัวช้า และท้องผูกจากการขับถ่ายลำบาก

ท้องผูกจากลำไส้เคลื่อนตัวช้า (Slow Transit Constipation)

เกิดจากการที่ลำไส้ใหญ่บีบตัวช้า ทำให้อุจจาระใช้เวลานานผิดปกติในการเคลื่อนผ่านลำไส้ สาเหตุหลักมาจากความต้องการน้ำและใยอาหารไม่เพียงพอ

การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย หรือการเสื่อมถอยของกล้ามเนื้อและระบบประสาทในลำไส้

ท้องผูกจากการขับถ่ายลำบาก (Evacuation Disorder)

หมายถึงสภาวะที่อุจจาระเคลื่อนมาถึงทวารหนักแล้ว แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่คลายตัวตามปกติ ทำให้ขับถ่ายออกมาได้ยาก

สาเหตุอาจมาจากนิสัยการขับถ่ายที่ไม่ถูกต้อง การออกแรงเบ่งมากเกินไปซ้ำๆ หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น ริดสีดวงทวาร หรือผนังทวารหนักโป่งพอง

ประเภทและอาการหลักของท้องผูก

ประเภท

คำจำกัดความ

สาเหตุหลัก

อาการเด่น

วิธีปรับปรุง

ท้องผูกจากการทำงานผิดปกติ

ไม่มีความผิดปกติเชิงโครงสร้าง

แต่การทำงาน/การขับถ่ายบกพร่อง

พฤติกรรมการใช้ชีวิต, กล้ามเนื้อ/

ประสาทเสื่อมถอย

ระยะห่างการถ่ายนานขึ้น, ถ่ายแข็ง

อาหาร·น้ำ, ออกกำลังกาย, ปรับการบีบตัว

ลำไส้เคลื่อนตัวช้า

(ประเภทย่อยของท้องผูกจากการทำงาน)

ลำไส้บีบตัวน้อยลง

ทำให้อุจจาระเคลื่อนที่ช้า

ขาดน้ำ, ขาดใยอาหาร,

กิจกรรมทางกายน้อย

อุจจาระแข็ง, รู้สึกถ่ายไม่สุดบ่อย

คุมน้ำ·อาหาร, กระตุ้นลำไส้,

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การขับถ่ายลำบาก

(ประเภทย่อยของท้องผูกจากการทำงาน)

กล้ามเนื้อทวารหนัก/อุ้งเชิงกราน

ไม่คลายตัว ทำให้ถ่ายยาก

นิสัยการถ่ายผิดวิธี, กล้ามเนื้อ

ทำงานไม่ประสานกัน, ริดสีดวง

ต้องเบ่งมากเวลาถ่าย,

รู้สึกถ่ายออกไม่หมด

ปรับท่าทางการขับถ่าย,

ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ฯลฯ

ท้องผูกจากโรคทางกาย

ท้องผูกจากความผิดปกติทางกาย

การอักเสบ หรือเนื้องอก

มะเร็งลำไส้ใหญ่, ลำไส้ตีบ,

ลำไส้อักเสบเรื้อรัง, โรคประสาท

หลากหลายตามโรคที่เป็นสาเหตุ

รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ

แม้ท้องผูกจะดูเหมือนกันไปหมด แต่สาเหตุและวิธีรับมือนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การประเมินอาการอย่างแม่นยำจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในกรณีท้องผูกจากการทำงาน หากใช้ยาหรือการสวนทวารเพื่อขับอุจจาระออกจนหมด อาจเกิดวงจรเลวร้ายที่ทำให้ท้องผูกกลับมาอีกจนกว่าอุจจาระจะเต็มลำไส้อีกครั้ง เป้าหมายสูงสุดของการรักษาท้องผูกคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดนิสัยการขับถ่ายที่เป็นธรรมชาติ

1) สมาคมโรคระบบทางเดินอาหารแห่งเกาหลี. แนวทางเวชปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการรักษาอาการท้องผูก. 2019. http://www.ksgm.org/guide/8_kjg.pdf

2) สำนักงานตรวจสอบและประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (HIRA), สถิติโรคและพฤติกรรมการรักษาในชีวิตประจำวัน ปี 2023


สุขภาพลำไส้ที่ดูได้จากอาการท้องเสีย

ท้องเสียเกิดขึ้นเมื่อลำไส้ดูดซึมน้ำได้ไม่เพียงพอหรือลำไส้บีบตัวเร็วเกินไป จะวินิจฉัยว่าเป็นท้องเสียเมื่อมีการขับถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน หรืออุจจาระมีปริมาณน้ำมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ท้องเสียเฉียบพลันมักเป็นอาการชั่วคราวที่หายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ สาเหตุหลักคือโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ เช่น โนโรไวรัส, โรตาไวรัส หรือแบคทีเรีย (E. coli, Salmonella ฯลฯ) ที่ปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร ซึ่งอาจมีอาการปวดท้อง อาเจียน ไข้ และหนาวสั่นร่วมด้วย ในทางกลับกัน ท้องเสียเรื้อรังที่ติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์ ควรสงสัยสาเหตุอื่นที่นอกเหนือจากลำไส้อักเสบทั่วไป เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS), โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn’s disease, Ulcerative colitis), ภาวะการดูดซึมผิดปกติ เช่น การแพ้น้ำตาลแลคโตส, โรคต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หรือผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษามะเร็ง และยาลดความดันบางชนิด หากท้องเสียซ้ำๆ อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ (โซเดียม, โพแทสเซียม) ส่งผลให้อ่อนเพลีย ขาดน้ำ ตะคริว และในกรณีรุนแรงอาจทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ นอกจากนี้ เยื่อบุลำไส้อาจถูกทำลายและสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เสียไป จนเกิดวงจรเลวร้ายที่ทำให้ท้องเสียต่อเนื่อง จึงแนะนำให้เข้ารับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ประเภทและอาการหลักของท้องเสีย

ประเภท

สาเหตุหลัก

ลักษณะเด่น

วิธีปรับปรุง

ท้องเสียเฉียบพลันจากการติดเชื้อ

การติดเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย ฯลฯ

ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์

เสริมน้ำ·เกลือแร่ และดูแลสุขอนามัย

โรคลำไส้แปรปรวน

การควบคุมสัญญาณลำไส้-สมองผิดปกติ, ความเครียด

แย่ลงเมื่อเครียด,

อาการปวดท้องทุเลาหลังถ่าย

กินอาหารตรงเวลา, ลดคาเฟอีน·อาหารเผ็ด

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในลำไส้ผิดปกติ

อาจมีถ่ายเป็นเลือด, น้ำหนักลด

จำเป็นต้องส่องกล้องตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ

ท้องเสียจากการดูดซึมบกพร่อง

แพ้แลคโตส, ปัญหาการดูดซึมน้ำดี ฯลฯ

อุจจาระมีไขมันปน, อุจจาระลอยน้ำ

จำกัดผลิตภัณฑ์นม หรือตรวจเอนไซม์ย่อย

ท้องเสียจากยา

ยาปฏิชีวนะ, ยารักษามะเร็ง, ยาต้านเศร้า ฯลฯ

อาการเกิดขึ้นหลังกินยา

ตรวจสอบความจำเป็นในการปรับยา


พฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อปกป้องสุขภาพลำไส้

สุขภาพลำไส้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น การควบคุมภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญพลังงาน และความสมดุลของฮอร์โมน ในลำไส้มีจุลินทรีย์มากกว่า 100 ล้านล้านตัว ซึ่งความสมดุลของจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการควบคุมการอักเสบ ดังนั้น การรักษาสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้แข็งแรงจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพลำไส้

<พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้>

  • การรับประทานใยอาหาร

ใยอาหารช่วยรักษาความชุ่มชื้นในลำไส้ ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น และเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์

แนะนำให้รับประทานทั้ง ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ที่พบมากในข้าวกล้อง โอ๊ต ผัก และถั่ว และ ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ที่พบในแอปเปิ้ล หอมหัวใหญ่ และชิโครี

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำประมาณ 1.5~2 ลิตร ต่อวัน ช่วยให้อุจจาระนุ่มและลำไส้เคลื่อนตัวได้สะดวก

  • กินอาหารและขับถ่ายให้เป็นเวลา

การกินอาหารตรงเวลาและรักษารอบเวลาการขับถ่ายจะช่วยให้การบีบตัวของลำไส้คงที่

  • การจัดการความเครียด

ความเครียดส่งผลต่อ แกนลำไส้-สมอง (Gut-Brain Axis) ซึ่งอาจทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลงหรือเกิดปฏิกิริยาไวเกิน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการทำสมาธิจะช่วยได้มาก

ปัจจัยการดูแล

รายละเอียด

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

การรับประทานใยอาหาร

ผัก, ธัญพืชไม่ขัดสี, ถั่ว, ผลไม้

รักษาความชุ่มชื้นของอุจจาระ, สมดุลจุลินทรีย์

การดื่มน้ำ

1.5–2 ลิตรต่อวัน

ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม กระตุ้นการบีบตัว

กินและถ่ายเป็นเวลา

สร้างนิสัยการกินและถ่ายที่สม่ำเสมอ

สร้างจังหวะการบีบตัวของลำไส้ให้คงที่

การจัดการความเครียด

ออกกำลังกาย, นอนหลับ, สมาธิ

สร้างความมั่นคงให้แกนลำไส้-สมอง, ลดปวดท้อง

โพรไบโอติกส์/

พรีไบโอติกส์

ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในลำไส้และลดการอักเสบ

สุดท้ายนี้ หากอาการท้องผูกหรือท้องเสียยังคงดำเนินต่อไปหรือเกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาโรคพื้นฐาน เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


กรณีเหล่านี้จำเป็นต้องไปพบแพทย์

ท้องผูกและท้องเสียส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นได้ด้วยการดูแลตัวเอง เช่น การปรับพฤติกรรมการกิน การดื่มน้ำ และการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของโรคพื้นฐาน เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาการทำงานทั่วไป

สัญญาณอาการที่ควรพิจารณาไปพบแพทย์

  • ท้องผูกหรือท้องเสียติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์

  • ขนาดของอุจจาระเปลี่ยนไป, มีมูกปน, หรือถ่ายเป็นเลือด

  • มีอาการน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจร่วมด้วย

  • ปวดท้องต่อเนื่อง หรือปวดจนตื่นขึ้นมากลางดึก

  • มีอาการขาดน้ำ (กระหายน้ำรุนแรง, ปัสสาวะน้อยลง, เวียนศีรษะ ฯลฯ)

  • อาการแย่ลงหลังจากรับประทานยา

  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

*ที่มา: สมาคมโรคระบบทางเดินอาหารแห่งเกาหลี (https://gastrokorea.org) / สำนักงานตรวจสอบและประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (https://www.hira.or.kr/main.do)​

รายการตรวจ

วัตถุประสงค์

โรคที่คาดการณ์จากผลตรวจ

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่

ตรวจสอบสภาพเยื่อบุลำไส้, การอักเสบ, ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก

ท้องผูกจากโรคทางกาย, ลำไส้อักเสบเรื้อรัง, มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ

การตรวจอุจจาระ

(เลือดแฝง·ตัวบ่งชี้การอักเสบ)

ตรวจสอบการอักเสบหรือเลือดออกในลำไส้

แยกแยะโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, เลือดออกในลำไส้

การตรวจเลือด

(เกลือแร่·การทำงานของไทรอยด์ ฯลฯ)

ประเมินสมดุลเกลือแร่·ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ

ภาวะขาดน้ำ, ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

การตรวจการเคลื่อนไหวลำไส้·

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ตรวจสอบการบีบตัวของลำไส้หรือความบกพร่องในการขับถ่าย

ท้องผูกจากลำไส้เคลื่อนตัวช้า, ท้องผูกจากการขับถ่ายลำบาก

เมื่อมีสัญญาณเหล่านี้ การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่, อัลตราซาวด์ช่องท้อง, ตรวจเลือด, ตรวจอุจจาระ และตรวจการทำงานของลำไส้ (เช่น การตรวจเวลาที่อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่, การตรวจการทำงานของทวารหนักและเรคตัม) จะช่วยให้วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำและกำหนดแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

สุขภาพลำไส้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงไปถึงภูมิคุ้มกัน การดูดซึมสารอาหาร อารมณ์ และการเผาผลาญพลังงาน อย่ามองข้ามสัญญาณที่ร่างกายส่งมา หากอาการเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือต่อเนื่องอย่างคลุมเครือ วิธีที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนด้านโภชนาการ พฤติกรรมการกิน และการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองครับ


ตรวจสอบโดย: ศาสตราจารย์ อี ซัง-อิน แผนกอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร Chaum

สาขาที่เชี่ยวชาญ: โรคการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร, การส่องกล้องกระเพาะอาหาร/ลำไส้ใหญ่, การวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร/ลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้น ปัจจุบันศาสตราจารย์ อี ซัง-อิน ประจำอยู่ที่แผนกอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร Chaum มุ่งเน้นการตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นผ่านการส่องกล้องทางเดินอาหารประเภทต่างๆ รวมถึงการทำหัตถการตัดเยื่อบุผิวและตัดติ่งเนื้อผ่านกล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้มีส่วนร่วมในการกำหนดช่วงเวลาและอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหารตามคำแนะนำของศูนย์มะเร็งแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันและตรวจพบมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะเริ่มต้น ติดต่อสอบถาม: แผนกอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร Chaum 02-3015-5005 | ชั้น 3 ผู้ป่วยนอก Chaum 4-1 Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Seoul

Like