차움 공식 네이버 블로그

2026-06-03

อาการและสาเหตุของกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) พร้อมวิธีดูแลที่ควรรู้

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) ตั้งแต่อาการ สาเหตุ ไปจนถึงวิธีการวินิจฉัยและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้หญิง

อาการและสาเหตุของกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) พร้อมวิธีดูแลที่ควรรู้

อาการประจำเดือนมาไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ มักถูกมองว่าเป็นเพียงเพราะสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงหรือความเครียดชั่วคราว อย่างไรก็ตาม หากรอบเดือนไม่สม่ำเสมอซ้ำๆ หรือไม่มีประจำเดือนติดต่อกันหลายเดือน จำเป็นต้องสงสัยว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย หนึ่งในสาเหตุหลักคือ ‘กลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome, PCOS)’ ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับภาวะนี้กันครับ



สัญญาณอันตรายต่อสุขภาพผู้หญิง PCOS คืออะไร?

กลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) เป็นโรคทางระบบต่อมไร้ท่อที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยมีลักษณะเด่นคือความผิดปกติของการตกไข่ การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเพศชาย และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ข้อมูลจากพอร์ทัลข้อมูลสุขภาพแห่งชาติระบุว่า PCOS ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาเรื่องประจำเดือนเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังในระยะยาว เช่น โรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดภาวะไม่ตกไข่ซ้ำๆ อาจทำให้มีบุตรยาก ดังนั้นการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และการดูแลอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากในแง่ของการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ อาการของ PCOS ในแต่ละบุคคลยังแตกต่างกันอย่างมาก บางรายอาจมีเพียงอาการประจำเดือนมาไม่ปกติเล็กน้อย แต่บางรายอาจมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป เช่น สิว ขนดก น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือผมร่วง เนื่องจากอาการมักดำเนินไปอย่างช้าๆ จึงง่ายต่อการเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาผิวพรรณหรือน้ำหนักตัว แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นสภาวะที่ฮอร์โมนและระบบเผาผลาญโดยรวมได้รับผลกระทบ

วิธีการวินิจฉัย PCOS

PCOS ไม่ใช่โรคที่สามารถสรุปได้จากการตรวจเพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปจะวินิจฉัยว่าเป็น PCOS หากพบอาการอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

ประการแรก คือ ความผิดปกติของการตกไข่

ที่พบได้บ่อยคือภาวะประจำเดือนมาน้อย (Oligomenorrhea) โดยมีรอบเดือนห่างกันเกิน 35 วัน หรือมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะไม่มีประจำเดือน (Amenorrhea) ติดต่อกันหลายเดือน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากถุงไข่ (Follicle) แม้จะเติบโตเพียงพอแต่ไม่สามารถพัฒนาไปสู่การตกไข่ตามปกติได้

ประการที่สอง คือ ภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง (ฮอร์โมนเพศชาย)

แอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนที่มีอยู่ในผู้หญิงเช่นกัน แต่หากเพิ่มขึ้นมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการต่างๆ สามารถยืนยันได้จากการตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงขึ้น และอาการที่แสดงออก เช่น สิว ขนดก และผมร่วงแบบเพศชาย โดยเฉพาะภาวะขนดกที่มีขนเส้นหนาขึ้นบริเวณคาง เหนือริมฝีปาก หน้าอก และหน้าท้อง ถือเป็นหนึ่งในอาการทางคลินิกที่สำคัญ

ประการที่สาม คือ ลักษณะของถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่จากการตรวจอัลตราซาวด์

หมายถึงการตรวจพบถุงไข่ขนาดเล็กที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่จำนวนมากภายในรังไข่ หรือขนาดของรังไข่ที่ใหญ่ขึ้น ในอดีตเคยใช้เกณฑ์การพบถุงไข่ขนาดเล็ก 12 ใบขึ้นไป แต่ปัจจุบันด้วยความละเอียดของเครื่องอัลตราซาวด์ที่สูงขึ้น จึงมีการนำเกณฑ์ 20 ใบขึ้นไปมาใช้

รายการวินิจฉัย

ลักษณะสำคัญ

วิธีการยืนยัน

ความผิดปกติของการตกไข่

ประจำเดือนมาน้อย, ไม่มีประจำเดือน

ตรวจสอบรอบประจำเดือน

ภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง

สิว, ขนดก, ผมร่วง

ตรวจเลือดและอาการทางคลินิก

ลักษณะถุงน้ำในรังไข่

พบถุงไข่ขนาดเล็กจำนวนมาก

ตรวจอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการอาจคล้ายคลึงกับโรคทางฮอร์โมนอื่นๆ เช่น โรคไทรอยด์ ภาวะโปรแลกตินในเลือดสูง หรือภาวะต่อมหมวกไตโตแต่กำเนิด จึงจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยแยกโรคอย่างแม่นยำ ดังนั้นหากมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติหรือการตกไข่ผิดปกติซ้ำๆ การประเมินอย่างเป็นระบบโดยสูตินรีแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สาเหตุหลักคือความไม่สมดุลของฮอร์โมน

PCOS ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่รอบเดือนเท่านั้น ความไม่สมดุลของฮอร์โมนและภาวะดื้ออินซูลินที่ทำงานร่วมกันสามารถส่งผลต่อสุขภาพทั่วร่างกาย อาการเด่นอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกเนื่องจากภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง เช่น สิวในผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นซ้ำซากหรือตอบสนองต่อการรักษาต่ำ และผมร่วงแบบผู้หญิงที่เส้นผมบริเวณกลางศีรษะบางลง นอกจากนี้อาจมีภาวะขนดกบริเวณคาง เหนือริมฝีปาก หรือรอบหน้าท้องร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ป่วย PCOS มักพบภาวะดื้ออินซูลินร่วมด้วยบ่อยครั้ง

ภาวะดื้ออินซูลินหมายถึงสภาวะที่เซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างที่ควรจะเป็น ในกรณีนี้ร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไปเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและโรคอ้วนลงพุงสูงขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะผิวหนังช้าง (Acanthosis Nigricans) ซึ่งเป็นรอยคล้ำและหนาตัวบริเวณหลังคอหรือรักแร้ ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า PCOS มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการเมตาบอลิซึม ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โรคความดันโลหิตสูง และอาจส่งผลต่อสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ หากภาวะไม่ตกไข่ดำเนินต่อไป การหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะไม่เพียงพอ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นด้วยเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง หากสภาวะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และบางรายงานระบุว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติทิ้งไว้นาน และจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาที่เหมาะสม

วิธีการรักษาและกลยุทธ์การดูแลเฉพาะบุคคล

การรักษา PCOS ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและแผนการตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงการรักษาที่ไม่ใช่แค่การปรับรอบเดือน แต่ต้องคำนึงถึงสมดุลฮอร์โมนและสภาวะการเผาผลาญด้วย สำหรับผู้ที่ยังไม่มีแผนตั้งครรภ์ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอและปกป้องเยื่อบุโพรงมดลูก โดยอาจใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดหรือยาในกลุ่มโปรเจสเตอโรน การรักษานี้ช่วยให้รอบเดือนคงที่และลดความเสี่ยงของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นอกจากนี้ยังอาจช่วยบรรเทาสิวหรือภาวะขนดกในผู้ป่วยบางราย ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่วางแผนจะมีบุตร การกระตุ้นการตกไข่จะเป็นแนวทางหลักในการรักษา โดยทั่วไปจะใช้ยากระตุ้นการตกไข่ เช่น คลอมิฟีน (Clomiphene) หรือ เลโทรโซล (Letrozole) เพื่อกระตุ้นการเติบโตของถุงไข่ งานวิจัยล่าสุดระบุว่าเลโทรโซลให้อัตราความสำเร็จในการตกไข่สูงกว่าในผู้ป่วยบางกลุ่ม หากการรักษาด้วยยาไม่ได้ผลเพียงพอ อาจพิจารณาการฉีดฮอร์โมนโกนาโดโทรปินหรือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ในผู้ป่วยที่มีภาวะดื้ออินซูลินร่วมด้วย อาจมีการใช้ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) ร่วมด้วย ซึ่งช่วยปรับปรุงการเผาผลาญน้ำตาลและบรรเทาภาวะดื้ออินซูลิน และอาจส่งผลดีต่อการฟื้นฟูการตกไข่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย จึงต้องใช้ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

นอกจากนี้ องค์ประกอบพื้นฐานที่สุดในการจัดการ PCOS คือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน มีรายงานว่าเพียงแค่การลดน้ำหนักก็สามารถช่วยปรับปรุงสมดุลฮอร์โมนและการทำงานของการตกไข่ได้ ในความเป็นจริง การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน สามารถทำให้รอบเดือนและตัวชี้วัดการเผาผลาญดีขึ้นได้ การจัดการนิสัยการกินก็สำคัญมาก ควรลดการบริโภคน้ำตาลเชิงเดี่ยวและคาร์โบไฮเดรตขัดสีที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง และหันมาทานอาหารที่สมดุลซึ่งเน้นผักที่มีกากใยสูง ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีน โดยเฉพาะอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) เป็นที่ทราบกันดีว่าส่งผลบวกต่อการปรับปรุงภาวะดื้ออินซูลิน การออกกำลังกายก็เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเช่นกัน แนวทางปฏิบัติทั้งในและต่างประเทศแนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกความเข้มข้นปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ช่วยควบคุมน้ำหนักและเพิ่มความไวต่ออินซูลิน และหากทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน จะช่วยรักษาอัตราการเผาผลาญพื้นฐานได้ การนอนหลับที่เพียงพอและการจัดการความเครียดก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากความเครียดเรื้อรังและการอดนอนส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ จึงจำเป็นต้องรักษาแบบแผนการใช้ชีวิตให้สม่ำเสมอ ควรจำไว้ว่า PCOS เป็นโรคที่ต้องการการจัดการไลฟ์สไตล์ในระยะยาวและการติดตามผลอย่างต่อเนื่องมากกว่าการรักษาในระยะสั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงนิสัยการใช้ชีวิตและการดูแลอย่างต่อเนื่อง การรับประทานอาหารที่ตรงเวลา การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม และนิสัยการนอนที่ดี มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของฮอร์โมนและสุขภาพการเผาผลาญ หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ สิวขึ้นซ้ำๆ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยผ่านว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราว แต่ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนแปลงนิสัยเล็กๆ น้อยๆ และการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปกป้องภาวะเจริญพันธุ์และสุขภาพโดยรวมในอนาคต

- ข้อมูลอ้างอิง: กรมควบคุมโรค (KDCA)

(https://health.kdca.go.kr/healthinfo/biz/health/ntcnInfo/healthSourc/thtimtCntnts/thtimtCntntsView.do?thtimt_cntnts_sn=115)


ติดต่อสอบถาม

Chaum Premium Check-up Center 02-3015-5005 | ชั้น 2-3 อาคาร Chaum, 4-1 Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Seoul

Like