차움 공식 네이버 블로그

2026-06-03

ตุ่มน้ำที่ริมฝีปากเป็นซ้ำบ่อยๆ? สาเหตุที่ทำให้เกิดเริมที่ปาก

เรียนรู้สาเหตุของเริมที่ปาก (Herpes Simplex) ที่มักกำเริบในฤดูหนาว พร้อมวิธีดูแลภูมิคุ้มกันและขั้นตอนการรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ตุ่มน้ำที่ริมฝีปากเป็นซ้ำบ่อยๆ? สาเหตุที่ทำให้เกิดเริมที่ปาก

ในฤดูหนาวที่ลมหนาวพัดแรง อุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วและสภาพอากาศที่แห้งทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงได้ง่าย ในช่วงเวลานี้ หลายคนมักมีอาการคัน ยิบๆ หรือมีตุ่มน้ำเล็กๆ ขึ้นรอบริมฝีปาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่ไวรัสซึ่งแฝงตัวอยู่ในร่างกายได้รับการกระตุ้นให้ทำงานในช่วงที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสาเหตุของ ‘เริมที่ปาก’ แขกไม่ได้รับเชิญในฤดูหนาว และวิธีป้องกันในชีวิตประจำวันกันครับ


เริมที่ปาก ตุ่มน้ำที่ริมฝีปาก เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตุ่มน้ำที่ริมฝีปากเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดในทางคลินิกคือ เริมที่ปาก (Herpes Labialis) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 1 (HSV-1) และถือเป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดชนิดหนึ่งในมนุษย์ ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ไวรัสชนิดนี้เมื่อติดเชื้อครั้งแรกจะทำให้เกิดตุ่มน้ำในปากหรือรอบริมฝีปาก แม้อาการจะหายไปแต่เชื้อจะไม่ถูกกำจัดออกไปอย่างสมบูรณ์ แต่จะแฝงตัวอยู่ในร่างกาย โดยจะซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มเซลล์ประสาทที่เรียกว่า ปมประสาทไตรเจมินัล (Trigeminal ganglion) ในรูปแบบ DNA ที่ไม่ทำงาน ไวรัสที่แฝงตัวอยู่เหล่านี้จะกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงชั่วคราว โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วในฤดูหนาว ความเครียดจากการทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการสัมผัสแสงแดดจัด ซึ่งทำให้สมดุลของร่างกายเสียไป ไวรัสจะเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทมายังผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบและปรากฏเป็นตุ่มน้ำที่ริมฝีปากตามที่เราเห็นกันบ่อยๆ ข้อมูลจากสมาคมตลาดยาผิวหนังระบุว่า ผู้ใหญ่ประมาณ 60-90% เคยติดเชื้อ HSV-1 มาก่อน ซึ่งถือเป็นไวรัสที่พบได้ทั่วไปมาก แต่ความถี่และความรุนแรงของการกลับเป็นซ้ำจะแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล

หัวข้อ

ลักษณะของเริมที่ปาก

กลไกการแฝงตัว

แฝงตัวในปมประสาทไตรเจมินัล และกลับมาทำงานใหม่ผ่านการเคลื่อนที่ย้อนกลับตามเส้นประสาทเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำ

การแพร่เชื้อ

สามารถแพร่กระจายผ่านน้ำลายได้ ไม่เพียงแต่ในช่วงที่มีตุ่มน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงช่วงที่ไม่มีอาการด้วย

ปัจจัยเสี่ยงในฤดูหนาว

หลอดเลือดหดตัวจากอุณหภูมิต่ำ เยื่อบุแห้ง ทำให้ปราการป้องกันทางกายภาพอ่อนแอลง

ปัจจัยกระตุ้นการเป็นซ้ำ

ความเครียด, พักผ่อนน้อย, ความเหนื่อยล้าสะสม, การสัมผัสรังสียูวี, การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว


เริมที่ปาก หากแกะเกาอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน

โดยทั่วไปเริมที่ปากจะมีลำดับอาการ 4 ระยะ ระยะแรกคือ ระยะนำ (Prodromal stage) ยังไม่มีตุ่มน้ำที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่จะรู้สึกร้อนผ่าว คัน หรือยิบๆ รอบริมฝีปาก การใช้ยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วในช่วงนี้จะช่วยย่นระยะเวลาการรักษาได้ ระยะที่สองคือ ระยะตุ่มน้ำ (Vesicle stage) จะมีตุ่มน้ำขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวฟ่างขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ระยะที่สามคือ ระยะแผลสด (Ulcer stage) ตุ่มน้ำจะแตกออก มีน้ำเหลืองไหลและผิวหนังถลอก ระยะนี้เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด หากใช้มือสัมผัสแผล ไวรัสอาจแพร่กระจายไปยังนิ้วมือหรือดวงตา ทำให้เกิดเริมที่ตาได้ และหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน เช่น เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็น หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะพักฟื้น แผลจะเริ่มตกสะเก็ดและค่อยๆ หายไปเอง การแกะสะเก็ดแผลออกจะทำให้การหายช้าลง และอาจทิ้งรอยดำหรือแผลเป็นไว้ได้ สิ่งที่ควรระวังคือเริมอาจไม่จำกัดอยู่แค่ที่ริมฝีปาก ในกรณีที่ภูมิคุ้มกันต่ำมาก อาจลุกลามไปจนเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบได้แม้จะพบได้น้อย นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโรคผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นเริม อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า Eczema herpeticum ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ลักษณะอาการแต่ละระยะของเริมที่ปากและวิธีรับมือที่แนะนำ

ระยะ

ช่วงเวลา

ลักษณะเด่น

วิธีรับมือที่แนะนำ

ระยะที่ 1: ระยะนำ

1~2 วันก่อนปรากฏอาการ

ร้อนผ่าว, คัน, ยิบๆ

เริ่มใช้ยาต้านไวรัส (ยาทาหรือยากิน) ทันที

ระยะที่ 2: ระยะตุ่มน้ำ

2~3 วันหลังปรากฏอาการ

ตุ่มน้ำเล็กๆ รวมกันเป็นกลุ่ม

ห้ามเจาะตุ่มน้ำ รักษาความสะอาด ลดการสัมผัส

ระยะที่ 3: ระยะแผลสด

4~6 วันหลังปรากฏอาการ

ตุ่มน้ำแตก, มีน้ำเหลือง/แผลถลอก

เน้นป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาควบคู่หากจำเป็น

ระยะที่ 4: ระยะพักฟื้น

7~10 วันหลังปรากฏอาการ

ตกสะเก็ดและหายเองตามธรรมชาติ

ห้ามแกะสะเก็ดแผล และรักษาความชุ่มชื้น


หัวใจสำคัญของการป้องกันการเป็นซ้ำ คือการดูแลภูมิคุ้มกัน

เหตุผลพื้นฐานที่สุดที่ทำให้เริมที่ปากเป็นซ้ำบ่อยๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวไวรัสเอง แต่อยู่ที่สภาวะภูมิคุ้มกันที่ไม่สามารถยับยั้งมันได้ เนื่องจากไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (HSV-1) เมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่หายไปจากร่างกาย แต่จะแฝงตัวอยู่ในปมประสาท การจะกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของระบบภูมิคุ้มกันมากกว่าการมีอยู่ของไวรัส โดยเฉพาะการทำงานที่ลดลงของ T-cells และ NK cells (Natural Killer cells) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการติดเชื้อไวรัส มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการกลับเป็นซ้ำของเริม ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง การพักผ่อนน้อย ความเครียด และภาวะทุพโภชนาการ จะทำให้การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ลดลง สร้างสภาพแวดล้อมให้ไวรัสที่แฝงตัวอยู่กลับมาทำงานได้อีกครั้ง ในฤดูหนาว การขาดวิตามินดีเนื่องจากแสงแดดน้อยลง กิจกรรมในร่มที่เพิ่มขึ้น และสภาพแวดล้อมที่แห้ง ล้วนส่งผลให้สมดุลภูมิคุ้มกันเสียได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น เพื่อป้องกันเริมที่ปาก สิ่งสำคัญคือการไม่พึ่งพาเพียงแค่การรักษาด้วยยาเมื่อมีอาการเท่านั้น แต่ต้องดูแลการใช้ชีวิตเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันให้คงที่และตรวจเช็กสุขภาพอย่างเป็นระบบ การนอนหลับที่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่สม่ำเสมอ การได้รับโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่สมดุล รวมถึงการจัดการความเครียด ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยยับยั้งการกลับมาทำงานของไวรัสได้จริง ความสำคัญของการดูแลภูมิคุ้มกันนี้กำลังถูกเน้นย้ำมากขึ้นในวงการแพทย์ปัจจุบัน โดยสถานพยาบาลบางแห่งได้นำแนวทางเวชศาสตร์ฟังก์ชันมาใช้เพื่อประเมินสภาวะภูมิคุ้มกันและจัดการปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล Chaum Power Aging Clinic ก็เป็นหนึ่งในสถานพยาบาลที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาเชิงป้องกันโดยเน้นการดูแลภูมิคุ้มกัน โดยมีการตรวจเช็กสภาวะภูมิคุ้มกันและจัดการไลฟ์สไตล์โดยรวม ทั้งด้านการใช้ชีวิตและโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเริมเป็นซ้ำหรือเหนื่อยล้าเรื้อรัง

การเป็นตุ่มน้ำที่ริมฝีปากซ้ำๆ อาจไม่ใช่แค่ปัญหาผิวหนังธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนด้านภูมิคุ้มกันที่ร่างกายส่งถึงเรา หากมีการเป็นซ้ำบ่อยครั้ง แทนที่จะมองแค่ตัวอาการ การหันมาตรวจเช็กพลังการฟื้นฟูและระบบป้องกันของร่างกายจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นผลที่สุดในการป้องกันเริมที่ปาก ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและอบอุ่นตลอดฤดูหนาวนี้ด้วยการดูแลภูมิคุ้มกันนะครับ

อ้างอิง: กรมควบคุมโรค (KDCA)


ติดต่อสอบถาม

Life Center Chaum 02-3015-5300 | 4-1 Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Seoul

Like