2026-06-03
ปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ ระวังโรคติดต่อ!
ในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ควรระมัดระวังโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัดใหญ่, RSV และโนโรไวรัส เนื่องจากกิจกรรมกลุ่มที่เพิ่มขึ้นและการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ

ฤดูหนาวปีนี้ที่หนาวจัดและมีหิมะตกบ่อยกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว แม้ในทางฤดูกาลจะเป็นช่วงปลายฤดูหนาว แต่ในแง่ของโรคติดต่อกลับเป็นช่วงที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิที่ค่อยๆ สูงขึ้นทำให้มีการออกไปข้างนอกและการรวมกลุ่มสังสรรค์มากขึ้น อีกทั้งการใช้ชีวิตแบบกลุ่มในโรงเรียนและศูนย์รับเลี้ยงเด็กก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ การเปิดเครื่องทำความร้อนภายในอาคารอย่างต่อเนื่องมักทำให้การระบายอากาศไม่เพียงพอ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของไวรัสทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ด้วยเหตุนี้ กรมควบคุมและป้องกันโรค (KDCA) จึงได้ประกาศเตือนให้เฝ้าระวังโรคติดต่อหลักๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่, RSV และโนโรไวรัส ในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสที่เป็นตัวแทนซึ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้

ทำไมการติดเชื้อไวรัสจึงเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ

ในช่วงที่ฤดูหนาวกำลังจะหมดไป อาการไม่สบายที่คิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา อาจเป็นโรคจากไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่, ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) หรือการติดเชื้อโนโรไวรัส ปัญหาคือโรคติดต่อเหล่านี้แยกแยะได้ยากจากอาการเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมักเริ่มด้วยอาการทั่วไปอย่างการไอ น้ำมูกไหล หรือมีไข้ ทำให้หลายคนละเลยเพราะคิดว่าเป็นเพียงร่างกายอ่อนแอชั่วคราว จนพลาดโอกาสในการรักษาหรือต้องทนทุกข์กับการติดเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อจากฤดูหนาวไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ โอกาสในการสัมผัสเชื้อจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติจากการออกไปข้างนอก การสังสรรค์ และการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนหรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ประกอบกับความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนที่กว้างขึ้นทำให้สมดุลของภูมิคุ้มกันแปรปรวนได้ง่าย และการระบายอากาศที่น้อยลงจากการใช้เครื่องทำความร้อนในอาคารก็กลายเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของไวรัส ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลร่วมกันทำให้แนวโน้มการเกิดโรคติดต่อเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
ดังนั้น อาการทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารที่ปรากฏในช่วงนี้ จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่ควรตรวจสอบอีกครั้งโดยพิจารณาจากจุดเริ่มต้นของอาการ การมีไข้สูงหรืออาการทางร่างกายอื่นๆ ร่วมด้วย รวมถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุหรือโรคประจำตัว การตรวจสอบเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแยกแยะโรคติดต่อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
โรคติดต่อที่ต้องระวังอันดับ 1: ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัด แตกต่างกันอย่างไร?
โรคที่มักถูกสับสนบ่อยที่สุดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิคือ ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัด เนื่องจากทั้งสองโรคเริ่มด้วยอาการทางเดินหายใจ เช่น ไอ น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ทำให้แยกแยะได้ยากในระยะแรก หลายคนจึงมักปล่อยผ่านโดยคิดว่า ‘คงเป็นแค่หวัด’ แต่ในทางการแพทย์ ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของไวรัสที่เป็นสาเหตุและอาการทางคลินิก ไข้หวัดเกิดจากไวรัสหลายชนิด เช่น ไรโนไวรัส (Rhinovirus) โดยอาการมักเริ่มอย่างช้าๆ และไม่รุนแรง ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) มีลักษณะเด่นคือมีไข้สูงกะทันหันร่วมกับอาการทางร่างกายที่ชัดเจน เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ทั้งสองโรคมักมีความแตกต่างกันที่ความเร็วของการเริ่มมีอาการและระดับความเสื่อมโทรมของร่างกาย โดยทั่วไปเรามักคิดว่า ‘พักผ่อนไม่กี่วันก็คงหายเอง’ แต่ในกรณีของไข้หวัดใหญ่ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในช่วงเริ่มต้นของอาการจะมีส่วนช่วยได้มาก และเป็นที่ทราบกันดีว่ายิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีเท่านั้น นอกจากนี้ ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม จึงจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงและอาการทางร่างกายปรากฏขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อยืนยันว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ แทนที่จะวินิจฉัยเองว่าเป็นเพียงไข้หวัดและรอดูอาการ
<ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัด>
ประเภท | ไข้หวัดใหญ่ (Flu) | ไข้หวัด (Cold) |
ไวรัสสาเหตุ | ไวรัสอินฟลูเอนซา (สายพันธุ์ A, B ฯลฯ) | ไวรัสมากกว่า 200 ชนิด เช่น ไรโนไวรัส |
การเริ่มของอาการ | เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน | ค่อยเป็นค่อยไป |
ไข้ | มักมีไข้สูงเกิน 38℃ | พบน้อยหรือมีไข้ต่ำๆ |
ไอ·เจ็บคอ | พบบ่อยและมีอาการค่อนข้างรุนแรง | พบบ่อยแต่ค่อนข้างเบาบาง |
น้ำมูก·คัดจมูก | พบได้ในบางกรณี | พบบ่อย |
ปวดศีรษะ·ปวดกล้ามเนื้อ | พบบ่อยและมีอาการรุนแรง | เล็กน้อยหรือไม่ค่อยมี |
ความอ่อนเพลีย | อาจยาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์ | เป็นอยู่ช่วงสั้นๆ |
ภาวะแทรกซ้อน | เสี่ยงต่อปอดบวม, โรคเดิมกำเริบ | พบน้อย (เช่น หูชั้นกลางอักเสบในเด็ก) |
แนวทางการรักษา | ยาต้านไวรัส + รักษาตามอาการ | รักษาตามอาการเพื่อบรรเทา |
การป้องกัน | ฉีดวัคซีนทุกปี + สุขอนามัยส่วนบุคคล | ล้างมือและดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล |
ดังที่กล่าวมา ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของไวรัสสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และแนวทางการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีไข้สูงและอาการทางร่างกายที่ชัดเจน การไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าการปล่อยไว้
โรคติดต่อที่ต้องระวังอันดับ 2: RSV
ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มอายุใดอายุหนึ่งเท่านั้น ในผู้ใหญ่และวัยรุ่นอาจปรากฏอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา อย่างไรก็ตาม แม้ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อาการจะหายไปเองอย่างรวดเร็ว แต่ในทารกและเด็กเล็ก ความหมายทางคลินิกอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวม ซึ่งในกรณีนี้อาจมีอาการหายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบากร่วมด้วย ในมุมมองของผู้ปกครอง อาจมองว่าเป็นเพียงอาการน้ำมูกไหลหรือไอเรื้อรัง แต่หากสังเกตเห็นว่าปริมาณการกินนมลดลงหรือลักษณะการหายใจเปลี่ยนไป ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ในโรงพยาบาลจะมีการเฝ้าสังเกตอาการหายใจอย่างใกล้ชิด และพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลหากจำเป็น ปัจจุบันการติดเชื้อ RSV ยังไม่มีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง แต่จะเน้นการรักษาตามอาการและการช่วยหายใจเป็นหลัก ซึ่งการตรวจพบแต่เนิ่นๆ และการดูแลที่เหมาะสมจะส่งผลต่อพยากรณ์โรค ล่าสุดหน่วยงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของทารกและเด็กเล็กในช่วงที่ RSV ระบาด แม้การดูแลสุขอนามัยทางเดินหายใจขั้นพื้นฐานจะสำคัญสำหรับทุกวัย แต่สำหรับทารกและเด็กเล็ก จำเป็นต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาการอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น
<การติดเชื้อ RSV, อาการตามช่วงวัย>
ประเภท | ทารกและเด็กเล็ก | ผู้ใหญ่·วัยรุ่น |
อาการหลัก | นอกจากไอ น้ำมูกแล้ว ยังมีอาการหอบเหนื่อย, หายใจหวีด | น้ำมูก, ไอ, เจ็บคอ อาการคล้ายไข้หวัด |
การดำเนินโรค | อาจพัฒนาเป็นหลอดลมฝอยอักเสบ·ปอดบวม | มักดีขึ้นเองโดยมีอาการไม่รุนแรง |
ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน | กินนมน้อยลง, นอนหลับยากขึ้น กระทบต่อชีวิตประจำวัน | มักฟื้นตัวได้ด้วยการพักผ่อนและรักษาตามอาการ |
แนวทางการรักษา | พิจารณานอนโรงพยาบาลตามสภาวะการหายใจ | เน้นการรักษาแบบผู้ป่วยนอกและสังเกตอาการ |
จุดที่ต้องระวัง | เสี่ยงรุนแรงในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี | เสี่ยงรุนแรงในผู้สูงอายุ·ผู้มีโรคประจำตัว |
โรคติดต่อที่ต้องระวังอันดับ 3: โนโรไวรัส

การติดเชื้อโนโรไวรัสเป็นโรคลำไส้อักเสบจากไวรัสที่เป็นตัวแทนของการระบาดตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ มีลักษณะเด่นคืออาการอาเจียน ท้องเสีย และปวดท้องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไวรัสเพียงปริมาณน้อยมากก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ จึงมีความสามารถในการแพร่กระจายสูง หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ‘แค่ระวังเรื่องอาหารก็พอ’ แต่ในความเป็นจริง การแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสพื้นผิวสิ่งแวดล้อม เช่น มือ ลูกบิดประตู และห้องน้ำ ก็เกิดขึ้นได้บ่อยเช่นกัน นอกจากนี้ แม้หลังจากอาการดีขึ้นแล้ว ไวรัสยังสามารถถูกขับออกมาได้อีกระยะหนึ่ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก หรือสถานพักฟื้นผู้สูงอายุ การรักษาไม่ใช่การใช้ยาปฏิชีวนะ แต่จะเน้นไปที่การป้องกันภาวะขาดน้ำและการบรรเทาอาการ และเหนือสิ่งอื่นใด การล้างมือและการจัดการสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกัน

เมื่อต้องประเมินการติดเชื้อไวรัส โรงพยาบาลไม่ได้ดูเพียงแค่อาการปัจจุบันเท่านั้น แต่จะพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น เริ่มมีอาการเมื่อไหร่ อาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงหรือไม่ แม้จะมีอาการไอและมีไข้เหมือนกัน แต่การวินิจฉัยและการจัดการสำหรับไข้หวัดใหญ่, RSV และไข้หวัดธรรมดานั้นแตกต่างกัน ดังนั้น หากอาการคงอยู่นานกว่าสองสามวัน หรือแย่ลงในลักษณะที่ผิดปกติ การเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด แทนที่จะวิตกกังวลเกินเหตุหรือวินิจฉัยด้วยตนเอง การทำความเข้าใจลักษณะของโรคติดต่อที่กำลังระบาดและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อจำเป็น คือวิธีการดูแลสุขภาพที่เห็นผลจริง
- ข้อมูลอ้างอิง: กรมควบคุมและป้องกันโรค (KDCA)
(https://health.kdca.go.kr/healthinfo/biz/health/ntcnInfo/healthSourc/thtimtCntnts/thtimtCntntsView.do?thtimt_cntnts_sn=132&utm_source=kdca&utm_medium=kdca)
สอบถามข้อมูล
Chaum Premium Checkup Center 02-3015-5005 | ชั้น 2・3 อาคาร Chaum 4-1 Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Seoul
