2026-06-03
ฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด วัคซีนแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?
งูสวัดไม่ใช่แค่โรคผิวหนัง แต่เป็นโรคที่อาจนำไปสู่ความเสียหายของเส้นประสาท การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา โดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี

งูสวัดไม่ใช่เพียงโรคผิวหนังธรรมดา แต่เป็นโรคที่สามารถนำไปสู่ความเสียหายของเส้นประสาทได้ ซึ่งถือเป็นโรคตัวอย่างที่การป้องกันมีความสำคัญมากกว่าการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอายุ 50 ปี ความเสี่ยงในการเกิดโรคและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้คนให้ความสนใจกับการฉีดวัคซีนป้องกันมากขึ้น ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของประเภทวัคซีนป้องกันงูสวัดและเกณฑ์ที่ต้องตรวจสอบก่อนรับการฉีดวัคซีนกันครับ

สาเหตุของการเกิดโรคงูสวัด

โรคงูสวัดเกิดจากการที่เชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งหลงเหลืออยู่ในร่างกายหลังจากเคยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก กลับมาแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอีกครั้ง ไวรัสนี้จะแฝงตัวอยู่ในปมประสาทและจะกำเริบขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง โดยจะเคลื่อนตัวไปตามเส้นประสาททำให้เกิดการอักเสบและความเจ็บปวด โดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี การทำงานของภูมิคุ้มกันระดับเซลล์จะลดลง ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ หากมีปัจจัยร่วมอย่างโรคเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การรักษามะเร็ง หรือการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน โอกาสในการเกิดโรคก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
จุดที่สำคัญคือ งูสวัดไม่ได้จบลงเพียงแค่ผื่นผิวหนังเท่านั้น แต่อาจนำไปสู่ ‘อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (PHN)’ ซึ่งอาจคงอยู่ได้นานหลายเดือนหรือหลายปีหลังการรักษา และความรุนแรงของอาการปวดนี้มักจะสูงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดจึงควรเข้าถึงในมุมมองของ ‘การป้องกันความเจ็บปวดและภาวะแทรกซ้อน’ มากกว่าแค่การป้องกันตัวโรคเพียงอย่างเดียว ในที่สุดแล้ว เนื่องจากงูสวัดมีสาเหตุโดยตรงจากการที่ภูมิคุ้มกันต่ำลง ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
เปรียบเทียบประเภทวัคซีนงูสวัด: วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live Vaccine) vs วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Vaccine)

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันงูสวัดที่ใช้กันอยู่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ วัคซีนชนิดเชื้อเป็นและวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์
วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live Attenuated Vaccine) คือการใช้เชื้อไวรัสที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงเพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน มีจุดเด่นคือฉีดเพียงเข็มเดียวก็เสร็จสิ้น แม้จะมีข้อดีเรื่องความสะดวกในการรับวัคซีน แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีข้อจำกัดในการใช้ ตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดีคือวัคซีนในกลุ่ม Zostavax
ในทางกลับกัน วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Vaccine) เป็นการใช้ส่วนประกอบโปรตีนเฉพาะของไวรัสเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เนื่องจากไม่ได้ใช้ตัวไวรัสจริง จึงมีขอบเขตการใช้งานที่กว้างกว่า แม้จะต้องฉีด 2 เข็ม แต่มีแนวโน้มที่จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันและระยะเวลาคุ้มกันที่เหนือกว่า ตัวอย่างที่ใช้กันคือ Shingrix ในปัจจุบันมีแนวโน้มการเลือกใช้วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์เพิ่มขึ้นเนื่องจากประสิทธิภาพและความคงทนในการป้องกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็นไปแล้ว ประสิทธิภาพในการป้องกันอาจลดลงตามกาลเวลา ดังนั้นจึงมีการใช้กลยุทธ์พิจารณาฉีดวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์เพิ่มเติมหลังจากผ่านไปในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันและลดความเสี่ยงของอาการปวดเส้นประสาทในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลและช่วงเวลาที่เคยฉีดวัคซีนเดิม จึงจำเป็นต้องตัดสินใจวางแผนการฉีดผ่านการปรึกษาแพทย์
ประเภท | วัคซีนชนิดเชื้อเป็น | วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ |
รูปแบบวัคซีน | วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (เช่น Zostavax) | วัคซีนโปรตีนรีคอมบิแนนท์ (เช่น Shingrix) |
หลักการ | ใช้ไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ที่อ่อนฤทธิ์ | แอนติเจนไกลโคโปรตีนที่ผิวไวรัส + สารเสริมภูมิคุ้มกัน |
จำนวนเข็ม | 1 ครั้ง | 2 ครั้ง (ห่างกัน 2~6 เดือน) |
กลุ่มเป้าหมาย | ผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ | สามารถฉีดได้รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง |
ประสิทธิภาพการป้องกัน | มีแนวโน้มลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น | คงประสิทธิภาพการป้องกันสูงโดยไม่เกี่ยงอายุ |
ระยะเวลาคุ้มกัน | อาจลดลงเหลือประมาณ 3~5 ปี | มีรายงานว่าคงประสิทธิภาพอย่างน้อย 7 ปีขึ้นไป |
ความปลอดภัย | จำกัดการฉีดในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง | ค่อนข้างปลอดภัยแม้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง |
ช่วงเวลาที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด

โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของภูมิคุ้มกันจะลดลง ทำให้อัตราการเกิดโรคและความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีโอกาสที่โรคจะรุนแรงหากเป็นงูสวัด ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนจึงยิ่งถูกเน้นย้ำ นอกจากนี้ แม้แต่ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ จึงแนะนำให้รับการฉีดวัคซีนหลังจากหายดีแล้วระยะหนึ่ง สิ่งสำคัญคือต้องไม่คิดว่า ‘เคยเป็นครั้งหนึ่งแล้วคงไม่เป็นไร’ แต่ควรเข้าถึงในแง่ของการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและอาการปวดเส้นประสาท ช่วงเวลาการฉีดอาจแตกต่างกันไปตามสถานะภูมิคุ้มกันและสุขภาพของแต่ละบุคคล และต้องคำนึงถึงการจัดการจำนวนเข็มและตารางเวลาตามประเภทของวัคซีนด้วย ในที่สุดแล้ว การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดไม่ใช่แค่เกณฑ์เรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการจัดการอย่างมีแผนที่สะท้อนถึงสภาพร่างกายและประวัติการรับวัคซีนในอดีต
เกณฑ์การตรวจสอบเพื่อการฉีดวัคซีนที่ปลอดภัย

วัคซีนป้องกันงูสวัดโดยรวมมีความปลอดภัยสูง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจเกณฑ์การจัดการก่อนและหลังการฉีด ก่อนฉีดควรตรวจสอบว่ามีไข้หรือเป็นโรคเฉียบพลันหรือไม่ และควรรับการฉีดในขณะที่ร่างกายอยู่ในสภาวะปกติและพักผ่อนเพียงพอ
หลังการฉีด อาจมีปฏิกิริยา เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด บวม ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันตามปกติ โดยเฉพาะวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์มักจะมีแนวโน้มเกิดปฏิกิริยาเหล่านี้บ่อยกว่าเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 1~2 วัน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก การเข้าซาวน่า หรือการดื่มสุราในวันที่ฉีด โดยทั่วไปหากไม่มีอาการผิดปกติรุนแรง สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในวันถัดไป แต่หากยังมีอาการปวดหรืออ่อนเพลียอยู่ การพักผ่อนให้เพียงพออีก 1~2 วันก่อนกลับไปทำกิจกรรมตามปกติจะปลอดภัยที่สุด ซึ่งเป็นเกณฑ์การจัดการทั่วไปที่แนะนำโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม หากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจลำบาก หรือมีผื่นขึ้นตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
รายการ | สิ่งที่ควรตรวจสอบ |
ตรวจสอบสภาพก่อนฉีด | ตรวจสอบว่ามีไข้หรือโรคเฉียบพลันหรือไม่ และฉีดเมื่อร่างกายพร้อม |
ข้อควรระวังก่อนฉีด | ปรึกษาแพทย์หากมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโรคประจำตัว หรือกำลังรับการรักษา |
ปฏิกิริยาปกติหลังฉีด | อาจมีปวดบริเวณที่ฉีด บวม ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้ต่ำๆ ชั่วคราว |
ลักษณะเด่นของแต่ละวัคซีน | วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์มีความถี่ในการเกิดอาการปวดเฉพาะที่และอาการทางร่างกาย (อ่อนเพลีย, ปวดกล้ามเนื้อ) สูงกว่าเล็กน้อย |
ระยะเวลาพักฟื้น | ส่วนใหญ่หายเองได้ภายใน 1~2 วัน |
ข้อควรระวังในวันที่ฉีด | หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ |
เกณฑ์การกลับไปใช้ชีวิตปกติ | หากไม่มีอาการผิดปกติ สามารถใช้ชีวิตปกติได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น |
เมื่อต้องการพักผ่อนเพิ่ม | หากยังมีอาการปวดหรืออ่อนเพลีย แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ 1~2 วัน |
เกณฑ์การไปพบแพทย์ | หากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจลำบาก หรือผื่นขึ้นทั่วตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที |
การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดคือ ‘ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในการลดความเจ็บปวด’ การฉีดวัคซีนไม่ใช่แค่การป้องกันโรคทั่วไป แต่เป็นกลยุทธ์การจัดการเพื่อป้องกันอาการปวดเส้นประสาทในระยะยาวและการลดลงของคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะหากคุณมีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบสถานะการรับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
ㆍตรวจสอบอายุและสถานะโรคประจำตัว!
ㆍสรุปเกณฑ์การเลือกประเภทวัคซีน!
ㆍจัดการตารางการฉีดและตรวจสอบการฉีดให้ครบถ้วน!
ขอให้ตรวจสอบสถานะปัจจุบันของคุณตามเกณฑ์ทั้งสามนี้ การฉีดวัคซีนตามแผนที่วางไว้นั้นปลอดภัยที่สุดกว่าการผัดวันประกันพรุ่งครับ
* อ้างอิง: ศูนย์ช่วยเหลือการฉีดวัคซีน กรมควบคุมโรคเกาหลี (KDCA) https://nip.kdca.go.kr/irhp/infm/goVcntInfo.do?menuLv=1&menuCd=1117
สอบถามการนัดหมายตรวจรักษา Chaum: 02-3015-5300 | ไลฟ์เซ็นเตอร์ Chaum, 4-1 Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Bangkok
