2026-06-03
วิธีรับประทานยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง
ยาปฏิชีวนะเป็นความสำเร็จทางการแพทย์ที่ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ แต่การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหา ‘การดื้อยา’ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพที่รุนแรง

ยาปฏิชีวนะเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ทางการแพทย์ที่ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ได้อย่างมหาศาลจากการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ กรมควบคุมโรคได้ออกมาเตือนถึงปัญหา ‘การดื้อยาปฏิชีวนะ’ ที่เกิดจากการใช้ยาในทางที่ผิดหรือใช้มากเกินความจำเป็นว่าเป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขที่รุนแรง การดื้อยาปฏิชีวนะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงและกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการรักษาการติดเชื้อที่รุนแรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในบทความนี้ เราจะมาดูวิธีรับประทานยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามคำแนะนำล่าสุดของกรมควบคุมโรคกันครับ

ยาปฏิชีวนะคืออะไร? และทำไมต้องใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น?

ยาปฏิชีวนะคือยาที่ฆ่าหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่ดำรงชีวิตและแพร่พันธุ์ได้ด้วยตัวเอง โดยจะขยายพันธุ์ผ่านการสร้างผนังเซลล์และการสังเคราะห์โปรตีน ยาปฏิชีวนะจะเข้าไปขัดขวางกระบวนการดำรงชีวิตเฉพาะส่วนของแบคทีเรียเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ทำให้ผนังเซลล์ของแบคทีเรียอ่อนแอจนแตกออก หรือยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนเพื่อไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อได้ ดังนั้น ยาปฏิชีวนะจึงมีประสิทธิภาพต่อโรคต่างๆ เช่น โรคปอดบวมจากแบคทีเรีย, ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย และลำไส้อักเสบจากแบคทีเรียบางชนิด แต่จะไม่มีผลกับโรคที่มีสาเหตุมาจากไวรัส เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากไวรัสมีโครงสร้างที่แตกต่างจากแบคทีเรียและขยายพันธุ์ภายในเซลล์ของร่างกายเรา ยาปฏิชีวนะที่มีเป้าหมายที่แบคทีเรียจึงไม่สามารถออกฤทธิ์ได้
หลักการใช้ยาปฏิชีวนะ | |
กลุ่มเป้าหมายการใช้ | การติดเชื้อแบคทีเรีย (ปอดบวมจากแบคทีเรีย, ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย, ลำไส้อักเสบจากแบคทีเรียบางชนิด ฯลฯ) |
ไม่จำเป็นต้องใช้ | โรคจากไวรัส เช่น ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, โรคจมูกอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่ |
เกณฑ์การสั่งจ่ายยา | พิจารณาจากอาการ + ผลการตรวจร่างกาย + ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ถ้าจำเป็น) รวมกัน |
วิธีรับประทาน | ปฏิบัติตามขนาดที่กำหนด, ช่วงเวลาที่กำหนด และระยะเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด |
การหยุดยา | ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม |
หลักการที่สำคัญที่สุด | ‘ใช้เมื่อจำเป็น, ใช้อย่างถูกต้อง, ใช้จนครบ’ |
การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงกับสาเหตุไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินความจำเป็นและผลข้างเคียงอีกด้วย ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ อาการทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย และไม่สบายท้อง เนื่องจากยาไปส่งผลกระทบต่อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ด้วย ในกรณีที่พบได้น้อยอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ เช่น ผื่นผิวหนังหรือลมพิษ และยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจส่งผลต่อการทำงานของตับหรือไต ดังนั้นจึงต้องใช้ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างระมัดระวัง หลายคนอาจสงสัยว่า ‘ทำไมถึงหยุดยาปฏิชีวนะกลางคันไม่ได้เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว?’ เมื่อรับประทานยาปฏิชีวนะ แบคทีเรียที่อ่อนแอต่อยาจะตายไปก่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักจะทำให้อาการดีขึ้น แต่แบคทีเรียที่แข็งแรงกว่าบางส่วนอาจยังคงหลงเหลืออยู่ หากหยุดยา แบคทีเรียที่รอดชีวิตจะกลับมาขยายพันธุ์ใหม่ทำให้โรคกำเริบ หรือแบคทีเรียที่ปรับตัวเข้ากับยาได้จะรอดชีวิตและกลายเป็น ‘เชื้อดื้อยา’ นี่คือจุดเริ่มต้นของการดื้อยาปฏิชีวนะ กรมควบคุมโรคจึงเน้นย้ำเสมอว่าการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการดื้อยา
ผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะ | |
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย | ปวดท้อง, ท้องเสีย, ไม่สบายท้อง, คลื่นไส้ > เกิดจากยาปฏิชีวนะส่งผลกระทบต่อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ |
ปฏิกิริยาแพ้ยา | ผื่น, ลมพิษ, คัน, และในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกจากการแพ้ (Anaphylaxis) |
ผลข้างเคียงเฉพาะอวัยวะ | ในยาบางกลุ่มอาจทำให้การทำงานของตับผิดปกติ, ไตทำงานลดลง, เอ็นอักเสบ ฯลฯ |
ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง | ท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับยาปฏิชีวนะ, การติดเชื้อ Clostridioides difficile |
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด | การเกิดเชื้อดื้อยา (การปรากฏตัวของแบคทีเรียที่ยาใช้ไม่ได้ผล) |
ยาปฏิชีวนะไม่ใช่เรื่องของการ ‘ใช้ให้มาก’ แต่เป็นเรื่องของการ ‘ใช้อย่างถูกต้อง’ ในสถานการณ์ที่จำเป็น ด้วยขนาดที่เหมาะสม และระยะเวลาที่แนะนำ
หลักการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะตามแผนกการรักษา
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมควบคุมโรคได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 แห่ง จัดทำ ‘แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573)’ ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่จำเป็นสำหรับการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่มีผลต่อโรคจากไวรัส (ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, โรคจมูกอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่ ฯลฯ) ดังนั้น ทุกแผนกการรักษาจึงสั่งจ่ายยาอย่างระมัดระวังตามหลักการดังนี้:
อายุรกรรมและอายุรกรรมทางเดินอาหาร
จะไม่สั่งจ่ายยาปฏิชีวนะสำหรับไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ และจะใช้เฉพาะเมื่อมีการวินิจฉัยการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชัดเจน เช่น ปอดบวมหรือลำไส้อักเสบจากแบคทีเรีย โดยปฏิบัติตามขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม
ศัลยกรรมและผิวหนัง
เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัดหรือในกรณีของโรคผิวหนังที่เป็นหนอง จะเลือกสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะมาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเชื้อที่เป็นสาเหตุเป็นอันดับแรก
เวชศาสตร์ครอบครัว
ตรวจสอบประวัติการรับประทานยาปฏิชีวนะในอดีตและประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วยอย่างละเอียด และสั่งจ่ายยาตามความเหมาะสมเฉพาะบุคคลเมื่อจำเป็นจริงๆ โดยพิจารณาจากอาการและผลการตรวจร่างกายรวมกัน

‘3 กฎเหล็กในการใช้ยาปฏิชีวนะ’ ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค

เพื่อป้องกันการดื้อยาปฏิชีวนะ กรมควบคุมโรคเน้นย้ำกฎเหล็ก 3 ข้อที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน:
1. ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์
รับประทานยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าจำเป็นเท่านั้น และห้ามรับประทานเองสำหรับโรคจากไวรัส เช่น ไข้หวัด
2. เคร่งครัดเรื่องระยะเวลาการรับประทาน
แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว แต่ต้องรับประทานยาให้ครบตามระยะเวลาที่สั่ง หากหยุดยากลางคัน แบคทีเรียที่รอดชีวิตอาจพัฒนาไปสู่การดื้อยาได้
3. ห้ามแบ่งปันยา
ไม่รับประทานยาปฏิชีวนะที่เหลือหรือยาของผู้อื่นโดยพละการ และไม่แบ่งปันยาให้ครอบครัวหรือคนรู้จัก
* ที่มาของรูปภาพ 1, 2: กรมควบคุมโรค (KDCA)
การเปลี่ยนแปลงแนวทางของรัฐบาลและการ ‘ประเมินความเหมาะสมของการใช้ยาปฏิชีวนะ’

ปัจจุบันรัฐบาลกำลังจัดการการใช้ยาปฏิชีวนะของสถาบันการแพทย์อย่างเป็นระบบผ่าน ‘แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2564-2568)’ ซึ่งนอกเหนือจากการลดการใช้ยาปฏิชีวนะให้น้อยลงแล้ว ยังมีการเสริมสร้างการประเมินความเหมาะสมของการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อตรวจสอบว่ามีการใช้ยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโรคนั้นๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและลดการเกิดเชื้อดื้อยาไปพร้อมกัน
ยาปฏิชีวนะหากใช้ถูกวิธีจะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเรา แต่หากใช้ผิดวิธีอาจกลายเป็นยาพิษที่เพาะ ‘ซูเปอร์บั๊ก’ (Superbugs) ในร่างกายเราได้ ดังที่กรมควบคุมโรคเน้นย้ำ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและสั่งจ่ายยาที่แม่นยำของบุคลากรทางการแพทย์ และการปฏิบัติตามการรับประทานยาอย่างเคร่งครัดของผู้ป่วย การรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่ได้รับสั่งจ่ายคือวิธีที่แน่นอนที่สุดในการปกป้องสุขภาพของคุณ
- อ้างอิง: กรมควบคุมโรค (การเสริมสร้างการตอบสนองระดับชาติเพื่อสกัดกั้นการใช้ยาปฏิชีวนะในทางที่ผิด)