차움 공식 네이버 블로그

2026-06-03

สรุปแนวทางโภชนาการสหรัฐฯ (DGA) ปี 2025-2030 | การเปลี่ยนแปลงสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพที่คนไทยควรจับตามอง

เจาะลึกแนวทางโภชนาการใหม่ของสหรัฐฯ ปี 2025-2030 เน้นการกิน Real Food เพิ่มโปรตีน ลดน้ำตาล และการยอมรับไขมันจากสัตว์ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

สรุปแนวทางโภชนาการสหรัฐฯ (DGA) ปี 2025-2030 | การเปลี่ยนแปลงสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพที่คนไทยควรจับตามอง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศ

「แนวทางโภชนาการสำหรับชาวอเมริกัน (Dietary Guidelines for Americans)」 ฉบับใหม่

คู่มือนี้จะมีการอัปเดตทุกๆ 5 ปี และส่งผลกระทบต่อนโยบายด้านโภชนาการรวมถึงเทรนด์สุขภาพทั่วโลก

ลองมาเช็กจุดสำคัญของกลยุทธ์สุขภาพที่คนไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำตาลที่เติมเพิ่ม การเพิ่มการบริโภคโปรตีน และการจำกัดอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods)

แฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม อาหารแปรรูป กาแฟรสหวาน อาหารเสริมโปรตีน...

ตอนนี้อาหารเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเฉพาะในอเมริกาอีกต่อไป นิสัยการกินของคนไทยกำลังเปลี่ยนเป็นแบบตะวันตกอย่างรวดเร็ว และอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เบาหวาน และโรคระบบเผาผลาญก็กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ

แนวทางโภชนาการสำหรับชาวอเมริกันปี 2025-2030 ที่ประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) และกระทรวงเกษตร (USDA) ของสหรัฐฯ คือแนวทางอย่างเป็นทางการที่กำหนดทิศทางการกินของชาวอเมริกันในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูลนโยบายต่างประเทศ แต่เป็นข้อความด้านสุขภาพที่สะท้อนให้เรากลับมาทบทวนนิสัยการกินในปัจจุบัน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจทิศทางหลักของแนวทางปี 2025-2030 และความแตกต่างจากแนวทางปี 2020-2025 ร่วมกับนักโภชนาการ จู ฮเยจี และ ฮัน มีรัน จาก Chaum Food Therapy Clinic กันค่ะ

ทิศทางหลักของแนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพ

หัวใจสำคัญสามารถสรุปได้เป็น 5 ข้อดังนี้:

เน้นการบริโภคอาหารจากธรรมชาติ (Real food)

ปรับเพิ่มปริมาณการบริโภคโปรตีน △

ลดน้ำตาลที่เติมเพิ่มให้เหลือน้อยที่สุด ▽

การค้นพบใหม่ของไขมันที่ดีต่อสุขภาพ!

จำกัดอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods)

แนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพ ① การบริโภคอาหารจากธรรมชาติ (Real food)

เน้นการรับประทานอาหารที่ ‘ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด’ ซึ่งเป็นอาหารจากธรรมชาติ แนะนำให้เน้นการบริโภคอาหารที่มีความหนาแน่นของสารอาหารสูง เช่น ผักสด ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี​

แนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพ ② เพิ่มปริมาณการบริโภคโปรตีน

เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ปริมาณโปรตีนที่แนะนำได้เพิ่มขึ้นจากเกณฑ์เดิมประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า โดยตั้งเป้าหมายให้บริโภคโปรตีน 1.2 กรัม ถึง 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และควรมีโปรตีนในทุกมื้ออาหาร ตัวอย่างเช่น คนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ควรบริโภคโปรตีน 60-80 กรัมต่อวัน

แนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพ ③ สงครามกับน้ำตาล! ลดน้ำตาลที่เติมเพิ่มให้เหลือน้อยที่สุด

งดน้ำตาล! แนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลและสารให้ความหวานให้ใกล้เคียง 0 (ไม่เกิน 10 กรัมต่อวัน) โดยเฉพาะสารให้ความหวานที่ไม่มีน้ำตาล (Zero calorie) ก็ถูกระบุว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และแนะนำว่าในที่สุดแล้วเราควรลดความอยากรสหวานลงด้วยตัวเอง

แนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพ ④ การค้นพบใหม่ของไขมันที่ดีต่อสุขภาพ - ต้องไขมันต่ำเสมอไปหรือไม่? ไม่ใช่

แทนที่จะเลือกอาหาร ‘ไขมันต่ำ’ เพียงอย่างเดียว แนวทางใหม่แนะนำให้บริโภคไขมันจากสัตว์ตามธรรมชาติได้ภายในขอบเขต 10% ของพลังงานทั้งหมด การบริโภคไขมันจากสัตว์ตามธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์นมแบบไขมันเต็ม (Whole-fat) ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยในการดูแลสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจได้​ *ผลิตภัณฑ์นมแบบไขมันเต็ม (Whole-fat Dairy): หมายถึงผลิตภัณฑ์นมที่ไม่ได้แยกไขมันออกหรือลดไขมันจากน้ำนมดิบ (มีไขมันนมตามธรรมชาติประมาณ 3.25% - 4% ขึ้นไป) ซึ่งให้รสชาติที่เข้มข้น สารอาหารครบถ้วน และมีไขมันที่ช่วยในการดูดซึมวิตามิน A, D, E และ K​

แนวทางโภชนาการเพื่อสุขภาพ ⑤ จำกัดอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods)

จำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปสูง เช่น พิซซ่าแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป (ไส้กรอก, แฮม) และน้ำอัดลม ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ แต่มีสารเติมแต่งสังเคราะห์ คาร์โบไฮเดรตขัดสี และโซเดียมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรัง

เปรียบเทียบกับอดีตเป็นอย่างไร? แนวทางปี 2020-2025 vs 2025-2030

ดังที่เห็นใน [ตาราง] ด้านล่าง แนวทางโภชนาการสหรัฐฯ ปี 2025-2030 มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว โดยได้รับการแก้ไขให้เป็นคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงและนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น

โดยเฉพาะในการบริโภคผลิตภัณฑ์นม จากเดิมที่เน้นไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน เปลี่ยนเป็นแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์แบบ ‘ไขมันเต็ม’ (Whole-fat) ที่ไม่เติมน้ำตาลได้

นอกจากนี้ ในเรื่องของไขมัน แนวทางเดิมแนะนำให้ลดไขมันอิ่มตัวในไขมันสัตว์และหันไปบริโภค ‘น้ำมันพืช’ ที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงแทน แต่ในแนวทางนี้มีการอนุญาตให้บริโภคไขมันอิ่มตัวจาก ‘ไขมันสัตว์ตามธรรมชาติ’ ได้ภายใน 10% ของพลังงานทั้งหมด ทำให้แหล่งอาหารประเภทไขมันที่สามารถรับประทานได้มีความหลากหลายมากขึ้น

หัวข้อ

แนวทางปี 2020-2025

แนวทางปี 2025-2030

การเปลี่ยนแปลง

โปรตีน

0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.

1.2-1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.

ปรับเพิ่มปริมาณโปรตีนในทุกมื้อ

ผลิตภัณฑ์นม

ไขมันต่ำ, ไม่มีไขมัน

ไม่เติมน้ำตาล, ไขมันเต็ม

การบริโภคไขมันที่ดีต่อสุขภาพ

ไขมัน

ลดไขมันอิ่มตัว

แทนที่ด้วยน้ำมันพืช

ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของพลังงาน

อนุญาตไขมันสัตว์!

น้ำตาลที่เติมเพิ่ม / สารให้ความหวาน

คาร์โบไฮเดรตขัดสี

‘แนะนำ’ ให้จำกัดการบริโภค

‘เน้นย้ำ’ ให้จำกัดการบริโภค

ลดน้ำตาลที่เติมเพิ่มให้เหลือน้อยที่สุด

ไม่เกิน 10 กรัมต่อมื้อ

สุขภาพลำไส้

แนะนำอาหารหมักธรรมชาติที่มีกากใยสูง, ดื่มน้ำมาก ๆ

เน้นความสำคัญของ

ไมโครไบโอม (จุลินทรีย์ในลำไส้)

มีการระบุชื่อ ‘กิมจิ’ อย่างเป็นทางการ

อาหารสำหรับโรคเรื้อรัง

ไขมันต่ำ, อาหารสมดุล

ยอมรับอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ

ในทางกลับกัน การจำกัดการบริโภคน้ำตาลที่เติมเพิ่ม สารให้ความหวานสังเคราะห์ และคาร์โบไฮเดรตขัดสีได้รับการยกระดับให้เข้มงวดขึ้น โดยแนะนำให้บริโภคน้ำตาลที่เติมเพิ่มไม่เกิน 10 กรัมต่อวัน และแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการลดความหวาน

นอกจากนี้ ‘กิมจิ’ อาหารที่เป็นความภาคภูมิใจของเรา ก็ปรากฏอยู่ในรายการแนะนำอย่างเป็นทางการด้วย นอกเหนือจากการแนะนำให้บริโภคใยอาหารแบบเดิมแล้ว ความสำคัญของไมโครไบโอม (จุลินทรีย์ในลำไส้) เพื่อสุขภาพลำไส้ยังถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้มีการรวมอาหารหมัก เช่น กิมจิ และคีเฟอร์ (Kefir) เข้าไว้ด้วย

สุดท้าย สำหรับอาหารเพื่อจัดการโรคเรื้อรัง แนวทางใหม่ได้ก้าวข้ามจากอาหารไขมันต่ำหรืออาหารสมดุลแบบเดิม โดยระบุว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low-carb) สามารถช่วยได้ ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวทางที่หลากหลายและเป็นไปได้จริงในแง่ของการจัดการโรค


「แนวทางโภชนาการสหรัฐฯ ปี 2025-2030」 ในครั้งนี้ให้ข้อคิดที่สำคัญอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมการกินของคนไทยด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนเองเมื่อได้ทราบข้อมูลนี้ก็ได้กลับมาทบทวนการกินของตัวเองเหมือนกันค่ะ

จากที่เคยคิดง่าย ๆ ว่า ‘เครื่องดื่มสูตร Zero คงไม่เป็นไรมั้ง~’ และไม่ได้ใส่ใจกับการบริโภคสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล

แต่พอได้รู้ว่าเราควรตระหนักถึงตัวความหวานเองด้วย ก็ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาตัวเองใหม่เลยค่ะ

ในทางกลับกัน นอกจากนมไขมันต่ำที่รสชาติจืดชืด หรือกรดไขมันไม่อิ่มตัว (น้ำมันพืช) แล้ว

การที่แนวทางใหม่แนะนำให้บริโภคนมไขมันเต็มที่หอมมันและไขมันอิ่มตัวได้ในระดับหนึ่ง ก็ถือเป็นข่าวดีที่น่าชื่นใจทีเดียวค่ะ

ลองศึกษาเนื้อหาที่นำมาฝากในวันนี้ให้ดีนะคะ

และหวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนจะลองเช็กตารางอาหารของตัวเอง เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและครอบครัวกันนะคะ


ตรวจสอบโดย: นักโภชนาการ จู ฮเยจี, นักโภชนาการ ฮัน มีรัน จาก Chaum Life Center Food Therapy [Chronic Inflammation Clinic]

สาขาที่เชี่ยวชาญ: การอักเสบเรื้อรังทางการแพทย์, การโค้ชปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน, การบำบัดด้วยโภชนาการทางการแพทย์, การจัดการความเครียด ศาสตราจารย์ ลี คยองมี จาก Chaum Food Therapy [Chronic Inflammation Clinic] และบัณฑิตวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย CHA เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว มุ่งเน้นการป้องกันและรักษาโรคผ่านอาหารและโซลูชันจัดการความเครียด หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ท่านได้ศึกษาต่อในหลักสูตรเวชศาสตร์บูรณาการที่ University of Arizona สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเวชศาสตร์บูรณาการระดับโลก เพื่อศึกษาศาสตร์การแพทย์แนวใหม่ที่นอกเหนือไปจากการสั่งยาและการผ่าตัด


ติดต่อสอบถาม

Chaum Food Therapy [Chronic Inflammation Clinic] 02-3015-5300 | ชั้น 3 Health Life Center, Chaum, 4-1 Cheongdam-dong, Gangnam-gu, Seoul

Like